"ยิ่งหัวเถิก... ยิ่งสวย!" แฟชั่นสุดพีกที่ผู้ดีสมัยก่อนยอมเจ็บตัวเพื่อสิ่งนี้
ความสวยต้องมีหน้าม้า หรือกรอบหน้าเป๊ะ? แต่ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 400 กว่าปีที่แล้ว ในยุโรปยุคเรอเนซองส์และยุคพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ถ้าคุณไม่มี "หน้าผากกว้างๆ โหนกๆ" หรือที่บ้านเราเรียกกันขำๆ ว่า "หัวเถิก" คุณจะถูกมองว่าเชยและไม่สวย
.
ทำไมเทรนด์สุดแปลกนี้ถึงฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง?

1. หน้าผากสูง = สัญลักษณ์ของคนรวยและฉลาด
ในยุคนั้น หน้าผากที่กว้างและโหนกนูนจนเห็นเด่นชัด ถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายของ "ชนชั้นสูงและผู้มีปัญญา" (ประมาณว่ามีสมองเยอะ หน้าผากเลยกว้าง) ส่วนคนที่มีผมหนาๆ ตกลงมาปรกหน้า จะถูกมองว่าเป็นคนชั้นแรงงานที่ต้องทำงานตากแดดตากลม
.

2. แฟชั่นที่เริ่มจาก "ตัวแม่" แห่งยุค
ผู้นำเทรนด์นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 แฟชั่นไอคอนตัวจริงในยุคนั้น พระองค์ทรงมีหน้าผากที่สูงตามธรรมชาติ และมักจะถอนไรผมด้านหน้าออกเพิ่มเพื่อความสง่างาม ทำให้สาวๆ ทั่วราชสำนักอังกฤษพากันทำตามจนกลายเป็นบรรทัดฐานความงามใหม่
.

3. ยอมเจ็บตัวเพื่อให้ได้ "หน้าผากในฝัน"
แล้วถ้าธรรมชาติไม่ได้ให้หน้าผากกว้างๆ สาวๆ ยุคนั้นเขามีวิธีที่ขัดใจแม่มาก
ถอนผมทีละเส้น ยอมใช้แหนบถอนไรผมและขมับด้านหน้าออกทีละเส้นจนหน้าผากเถิกขึ้นไปเกือบกลางศีรษะ
.
ถึงขั้นพึ่งเคมีอันตราย บางคนถึงขั้นใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง เช่น สารหนูผสมกับปูนขาว ทาบริเวณไรผมเพื่อให้รากผมหลุดร่วงถาวร และโกนคิ้วทิ้งโกนคิ้วออกจนบางเฉียบหรือโกนเกลี้ยง เพื่อเปิดพื้นที่หน้าผากให้ดูสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้