ป้อมภานการ์ เมืองร้างต้องสาป หุบเขาอาราวัลลี อินเดีย
เมืองร้างโบราณที่เงียบสงัดได้รับการขนานนามจากหลากหลายแหล่งข้อมูลและบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวทั่วโลกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวแนวลึกลับชวนขนลุกที่สุดในเอเชียซึ่งแม้ว่าสถาปัตยกรรมหินทรายอันยิ่งใหญ่ของพระราชวังวัดวาอารามและร้านรวงในอดีตจะดึงดูดผู้คนให้เข้าไปชื่นชมความงามยามกลางวันแต่บรรยากาศของเมืองกลับเปลี่ยนเป็นความวังเวงทันทีที่แสงอาทิตย์เริ่มสาดแสงเฉียง
.
เรื่องราวความลี้ลับที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมวลพลังงานบางอย่างที่น่าอึดอัดถูกเล่าขานผ่านสองตำนานหลักโดยเรื่องแรกกล่าวถึง ฤาษีพาลูนาถผู้บำเพ็ญตบะซึ่งได้ตั้งเงื่อนไขในการสร้างป้อมไว้ว่าห้ามให้เงาของอาคารทอดมาบังที่พักของตนแต่สุดท้ายมีการต่อเติมอาคารจนเงาบังสนิททำให้เมืองถูกสาปให้ล่มสลาย
.
ขณะที่อีกตำนานยอดนิยมบอกเล่าถึงจอมเวทดำสิงหิยาผู้ตกหลุมรักเจ้าหญิงรัตนาวดีผู้เลอโฉมเขาได้ร่ายมนตร์ดำใส่น้ำมันทาผิวเพื่อหวังครอบครองใจเธอแต่เจ้าหญิงรู้ทันขว้างขวดน้ำมันลงพื้นจนมันกลายเป็นหินก้อนใหญ่กลิ้งไปทับร่างจอมเวทก่อนสิ้นใจเขาได้เปล่งวาจาสาปแช่งให้เมืองนี้ไร้ซึ่งชีวิตและวิญญาณของผู้คนจะถูกกักขังชั่วนิรันดร์
.
ในเวลาต่อมาไม่นานก็เกิดสงครามใหญ่ทำลายล้างผู้คนจนหมดสิ้นความน่าพิศวงของภานการ์ตอกย้ำด้วยป้ายประกาศเตือนอย่างเป็นทางการของกรมสำรวจโบราณคดีอินเดียที่ปักเด่นอยู่หน้าทางเข้าสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดอยู่ในเขตป้อมหลังพระอาทิตย์ตกดินจนถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเด็ดขาด
.
ซึ่งจากการรวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่เคยมาเยือนพบว่าหลายคนมักได้ยินเสียงดนตรีโบราณแว่วมาตามลม พร้อมเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งข้อเท้าของนางรำดังมาจากห้องโถงร้างบางคนสัมผัสได้ถึงสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาและรู้สึกเหมือนมีเงาดำเดินตามหลังอยู่ตลอดเวลาจนเกิดอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่สะดวก นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าชวนสยองของกลุ่มวัยรุ่นที่แอบลักลอบเข้าไปท้าทายตอนกลางคืนแล้วต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเร้นลับจนสติแตกจนสุดท้ายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างทางหนี
.
รวมถึงเหตุการณ์แปลกๆที่รถยานพาหนะของนักท่องเที่ยวสตาร์ทไม่ติดอย่างไร้สาเหตุเมื่อถึงช่วงเวลาโพล้เพล้ราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างพยายามเหนี่ยวรั้งให้อยู่ต่อแม้ในแง่วิทยาศาสตร์จะมีการวิเคราะห์ว่าเสียงและความปั่นป่วนเหล่านี้อาจมาจากสัตว์ป่าดุร้ายจากอุทยานแห่งชาติสาริสกาที่ติดอยู่รอบๆรวมถึงจิตวิทยาความกลัวของมนุษย์ที่คิดไปเองท่ามกลางความมืดแต่ซากปรักหักพังอันไร้เสียงของภานการ์ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานแห่งความลึกลับที่ไม่มีใครกล้าท้าทายจนถึงทุกวันนี้