หลายครั้งที่เราเห็นดราม่าการบูลลี่หรือเหยียดคนอีสานในโลกโซเชียล... คำถามคือ ทำไมต้องเป็นอีสาน? ความรู้สึกรังเกียจดูถูกเหล่านี้มีรากเหง้ามาจากไหน?
ㅤ
ถ้าเราลองย้อนกลับไปมองอดีตอย่างเป็นธรรม จะพบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแสดราม่าชั่วข้ามคืน แต่มันคือบาดแผลเชิงโครงสร้างทางประวัติศาสตร์การเมือง
--------------

บาดแผลสงครามสมัย ร.3: จุดกำเนิดภาพจำ "ผู้แพ้"
ความบาดหมางอย่างรุนแรงระหว่างลาวกับไทยมีขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ยกทัพไปปราบลาว เผาเมืองเวียงจันทน์ แล้วกวาดต้อนเชลยลาวลงมาอยู่กรุงเทพฯ กับหัวเมืองโดยรอบ กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของภาคกลาง
ㅤ
เหตุการณ์นี้ทำให้ลาวเจ็บแค้นฝังใจจนทุกวันนี้ ดังมีเนื้อร้อง "เพลงลาวแพน" ที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของคนไทย และความทุกข์ยากของเชลยลาวที่ถูกลดสถานะให้เป็นแรงงานเกณฑ์
--------------

มาตรฐานสองด้านสมัย ร.5: "ล้านนา" ชื่นชมเอ็นดู VS "อีสาน" ขบถผีบุญ ระแวงปราบปราม
สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครองเพื่อรับมือยุคล่าอาณานิคม ทั้งล้านช้างและล้านนาถูกผนวกเข้าเป็นราชอาณาจักรสยาม แต่รัฐส่วนกลางกลับปฏิบัติต่อสองภูมิภาคต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
ㅤ
• ฝั่งล้านนา (ภาคเหนือ): ถูกทำให้ใกล้ชิดด้วยเหตุผลทางการเมือง เมื่อโปรดให้รับเจ้าดารารัศมีมาเป็นชายาอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่งผลให้ดนตรีล้านนาแพร่หลาย บวกกับอิทธิพลของบทละครเรื่อง สาวเครือฟ้า ทำให้คนกรุงเทพฯ มีจินตนาการว่าชาวล้านนาเป็น “ไทยแท้” มีความสวยงาม อ่อนหวาน
ㅤ
• ฝั่งอีสาน: ในเวลาเดียวกัน ลาวในอีสานกลับแข็งข้อต่อต้านส่วนกลางจนเกิด "ขบถผีบุญ" ทางกรุงเทพฯ ต้องส่งกองทัพไปปราบปรามบ่อย ๆ สิ่งนี้ปะทุให้เกิดความรู้สึกรังเกียจลาวอีสานหนักขึ้น อาการดูถูกก็มีมากขึ้นสืบจนทุกวันนี้
--------------

ลัทธิคลั่งชาติหลัง 2475: สู่ภาพจำ "ภัยความมั่นคงและแรงงานชั้นต่ำ"
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เกิดลัทธิชาตินิยม “คลั่งชาติ” มีตำราประวัติศาสตร์ไทยแต่งว่า อีสานไม่ใช่ส่วนหนึ่งของไทยมาแต่เดิม และไม่มีความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา
--------------

ทำไมถึงบอกว่า "อีสานไม่ใช่ของไทยมาแต่เดิม"
คำนี้อาจฟังดูชวนดราม่า แต่นี่คือความจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ดินแดนแถบนี้ไม่ได้ขีดเส้นพรมแดนแยกประเทศชัดเจนเหมือนทุกวันนี้ หากแบ่งตามรากเหง้าวัฒนธรรมและสายเลือดจะพบว่า:
.
อีสานตอนเหนือและกลาง (ลุ่มน้ำโขง): คือผู้คนและดินแดนของ "อาณาจักรล้านช้าง (ลาว)" พูดภาษาลาว กินข้าวเหนียว ปลาร้า และใช้กฎหมายจารีตฮีตสิบสองคองสิบสี่มาแต่เดิม
.
อีสานตอนใต้ (บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ): คือกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "อาณาจักรเขมรโบราณ"
.
ในอดีตหัวเมืองเหล่านี้ปกครองตนเองโดยมีสถานะเป็น "เมืองประเทศราช" (เมืองขึ้น) ที่ส่งเครื่องราชบรรณาการให้สยาม (กรุงเทพฯ) เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัย แต่ไม่ได้นับว่าเป็นประเทศเดียวกัน
--------------

จุดเปลี่ยนสู่ความเป็น "ไทย"
ดินแดนตรงนี้ถูกล็อกให้กลายเป็นของไทยอย่างถาวรใน สมัยรัชกาลที่ 5 ยุคล่าอาณานิคม เมื่อฝรั่งเศสยึดครองประเทศลาว (ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง) และพยายามจะข้ามมายึดภาคอีสาน (ฝั่งขวา) โดยอ้างว่าคนแถวนี้ก็พูดภาษาลาวเหมือนกัน
ㅤ
สยามจึงแก้เกมการเมืองโลกด้วยการขีดเส้นพรมแดนสมัยใหม่ สั่งยกเลิกการระบุเชื้อชาติ "ลาว" ในทะเบียนราษฎร์ให้เป็น "สัญชาติไทย" ทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนชื่อมณฑลรอบนอกรวดเดียว โดยเอาคำว่า "อีสาน" (ที่แปลว่า ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) มาสวมทับ เพื่อล้างคำว่าลาวออกไปและกลืนกลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไทยนับแต่นั้น
--------------
แต่ยุคนั้น เมื่อรัฐมองว่าไม่ใช่เนื้อเดียวกัน จึงไม่ทำนุบำรุงอีสาน เกิดความยากแค้นแสนกันดาร (สะท้อนผ่านกวีนิพนธ์ของ "นายผี") พอพื้นที่แร้นแค้น ขบวนการคอมมิวนิสต์จึงเข้าแทรกซึมได้ง่าย คนอีสานถูกกล่าวหาซ้ำสองว่า "คิดแยกดินแดน" เท่ากับตอกย้ำให้คนภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ หวาดระแวง รังเกียจ และดูถูกเหยียดหยามมากขึ้นทวีคูณ
--------------
จาก "ขบถ" สู่ "แรงงานอพยพ"
ผลลัพธ์จากการถูกปล่อยปละละเลยทางโครงสร้าง บีบให้คนลาวอีสานต้องอพยพขายแรงงานรับจ้าง เป็นเพียงแรงงานระดับล่าง ประกอบกับสื่อบันเทิงและละครโทรทัศน์ยุคเก่า มักตอกย้ำภาพจำซ้ำ ๆ ให้คนอีสานรับบทบาทเป็นเพียงตัวตลกหรือคนรับใช้ในบ้าน สิ่งเหล่านี้ยิ่งสร้างภาพจำแช่แข็ง (Stereotype) ให้สังคมมองข้ามศักยภาพของพวกเขาไปอย่างน่าเสียดาย
.
“คุณค่าและอัตลักษณ์” ของชาวอีสาน ถูกลดทอนและกดทับไว้ด้วยเหตุผลทางการเมืองและการสร้างชาติมานานนับร้อยปี
.
จริงหรือไม่จริงอย่างไร...คอมเม้นต์กันได้นะ