"ประหาร 7 ชั่วโคตร" โทษทัณฑ์ที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย!
ความโหดของกฎหมายตราสามดวงในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น อย่าง "ประหาร 7 ชั่วโคตร" เคยสงสัยไหมว่า เขานับกันยังไง? แล้วทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น?
ผิดคนเดียว... ตายยกตระกูล!
ในสมัยก่อน โทษที่ร้ายแรงที่สุดคือ "กบฏ" หรือการคิดคดต่อแผ่นดิน กฎหมายจึงต้องรุนแรงเพื่อไม่ให้ใครกล้าเป็นเยี่ยงอย่าง โดยการกำจัด "รากเหง้า" ของผู้กระทำผิดให้สิ้นซาก ซึ่ง 7 ชั่วโคตรที่ว่านั้น ประกอบไปด้วย:
เรียกได้ว่าเป็นการ "ถอนรากถอนโคน" ไม่ให้เหลือคนในตระกูลมาแก้แค้นหรือสืบทอดเชื้อสายกบฏได้อีกเลย!
วิธีการลงทัณฑ์ที่น่าสะพรึง
ไม่ใช่แค่ดาบเดียวจบ แต่ขั้นตอนการประหารในสมัยก่อนมีความละเอียดและน่ากลัวมาก ตั้งแต่การแห่ประจาน การตัดลิ้น หรือการทำให้ตายอย่างช้าๆ เพื่อให้สมกับความผิดที่ได้ก่อไว้ ไปจนถึงการใช้ดาบอาญาสิทธิ์ ซึ่งเพชฌฆาตต้องมีความแม่นยำสูงมากเพื่อให้พิธีกรรมเสร็จสิ้นตามความเชื่อ
ทำไมต้องโหดขนาดนั้น?
กฎหมายตราสามดวงระบุไว้ชัดเจนว่า หากใครเป็นกบฏ ให้ประหารชีวิตเสียให้สิ้นทั้งตระกูล รวมถึงริบทรัพย์สินเข้าหลวงทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนเกิดความยำเกรงสูงสุด (Deterrence) และเป็นการรักษาสถียรภาพของราชบัลลังก์อย่างเด็ดขาด
ปัจจุบัน โทษประหาร 7 ชั่วโคตรได้ถูกยกเลิกไปนานแล้วตั้งแต่สมัยการปฏิรูประบบกฎหมายในรัชกาลที่ 5 โดยเปลี่ยนมาลงโทษเฉพาะตัวผู้กระทำผิดตามหลักสากล เหลือไว้เพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดของระบอบปกครองในสมัยก่อน