เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ หลายคนมักตั้งคำถามว่า "นี่เป็นเพราะกรรมหรือเปล่า?" ตามหลักพระพุทธศาสนา คำตอบไม่ได้ง่ายถึงขนาดบอกว่า "ไฟไหม้เพราะทำกรรมอย่างเดียว" เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่าง ทั้งธรรมชาติ ความประมาท การกระทำของผู้อื่น และผลของกรรมที่แต่ละคนเคยสร้างไว้
.
ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถามีการอธิบายว่า ผู้ที่เคยสร้างกรรมเกี่ยวกับการเผาทำลาย เช่น วางเพลิง เผาบ้าน เผาทรัพย์สินของผู้อื่น เผาป่าโดยเจตนา หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์จากไฟ อาจมีโอกาสได้รับผลกรรมในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับไฟในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียทรัพย์สินจากไฟไหม้ หรือได้รับความทุกข์เพราะเปลวเพลิง ทั้งนี้ ผลจะเกิดเมื่อกรรมนั้นให้ผลและยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวแล้วจะต้องได้รับผลแบบเดียวทันที
.
นอกจากนี้ พระพุทธศาสนายังสอนว่า การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยความโกรธ ความอาฆาต หรือความพยาบาท ก็เป็นอกุศลกรรมที่อาจส่งผลให้ได้รับความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ เพราะกรรมไม่ได้ให้ผลแบบตรงตัวเสมอไป แต่ให้ผลตามกำลังของเจตนา เวลา และเหตุปัจจัยที่เหมาะสม
.
ในทางกลับกัน หากผู้ประสบเหตุไฟไหม้เป็นคนดี ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนทำกรรมหนักเสมอไป เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กรรมเก่ามีมากมายที่แต่ละคนเคยทำมาตลอดการเวียนว่ายตายเกิด และผลของกรรมยังทำงานร่วมกับกฎธรรมชาติและเหตุปัจจัยอื่น จึงไม่มีใครสามารถตัดสินได้ว่า เหตุการณ์หนึ่งเกิดจากกรรมข้อใดเพียงอย่างเดียว
.
สิ่งที่พระพุทธศาสนาเน้นมากกว่าการคาดเดาเรื่องกรรม คือการใช้เหตุการณ์นั้นเป็นเครื่องเตือนใจให้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น รักษาศีล มีเมตตา และหมั่นทำความดี เพราะกรรมใหม่ที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดชีวิตในวันข้างหน้า
.
และการเห็นผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้หรือเหตุร้ายใดๆ ทางพุทธไม่ได้สอนให้รีบตัดสินว่าเป็น "เวรกรรมของเขา" แต่สอนให้เกิดความกรุณา ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ และใช้เหตุการณ์นั้นเตือนใจให้เราสร้างเหตุแห่งความดี เพราะไม่มีใครรู้ได้อย่างแท้จริงว่ากรรมของแต่ละคนละเอียดซับซ้อนเพียงใด