"สับปะรด" สัญลักษณ์การ "อวดรวย" ของผู้ลากมากดีในยุโรป


หากพูดถึงสับปะรดในยุคปัจจุบัน เราคงนึกถึงผลไม้รสเปรี้ยวหวานหาซื้อง่ายตามรถเข็นผลไม้ทั่วไป แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในยุคศตวรรษที่ 18-19 สำหรับชนชั้นสูงและราชวงศ์ในยุโรปแล้ว "สับปะรด" คือเครื่องแสดงความร่ำรวยและอำนาจขั้นสุด ชนิดที่ว่าเครื่องเพชรหรือคฤหาสน์หรูยังต้องชิดซ้าย
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากที่ชาวยุโรปเริ่มออกเดินเรือสำรวจโลก และนำผลไม้รูปร่างประหลาด มงกุฎใบสีเขียว รสชาติหวานฉ่ำกลับมาจากทวีปอเมริกาใต้ สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นวัตถุเลอค่าในทันที เพราะสภาพอากาศหนาวเย็นของยุโรปไม่เหมาะกับการเติบโตของสับปะรด การจะปลูกให้โตได้ในยุคนั้น ต้องสร้าง "โรงเรือนกระจกอบความร้อน" (Pinery) ที่ต้องใช้ถ่านหินมหาศาลเพื่อเลี้ยงอุณหภูมิไว้ ค่าดูแลรักษาในสมัยนั้นสูงลิบลิ่วจนมีเพียงมหาเศรษฐีหรือราชวงศ์เท่านั้นที่จ่ายไหว
ราคาแพงลิ่วในช่วงศตวรรษที่ 18 สับปะรด 1 ผล มีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินในปัจจุบันสูงถึง $8,000 - $10,000 USD (ราวๆ 250,000 - 350,000 บาท!) ซื้อรถ Horse Carriage หรูๆ หรือจ่ายค่าเช่าบ้านได้ทั้งปี
พฤติกรรมสุดชวนสงสัย ซื้อมา "ตั้งอวด" ไม่ได้ซื้อมากิน
- ตั้งวางไว้กลางโต๊ะงานเลี้ยง: กลายเป็นศูนย์กลางของโต๊ะอาหาร (Centerpiece) ร่วมกับอาหารหรูหราอื่นๆ เพื่อให้แขกเหรื่อได้จ้องมองและอิจฉาเล่นๆ
- มีธุรกิจ "เช่าสับปะรด" สำหรับเศรษฐีใหม่ที่ไม่มีเงินซื้อเป็นของตัวเอง แต่ต้องการจัดงานเลี้ยงให้ดูมีตระกูล ก็จะไป เช่าสับปะรด มาถือเดินในงาน หรือวางอวดบนโต๊ะ พอเลิกงานก็ส่งคืนร้าน
- อุ้มถือถ่ายรูปพอร์ตเทรตพระราชาและขุนนางหลายพระองค์ ถึงขั้นว่าจ้างช่างฝีมือมาวาดภาพเหมือนของตัวเองคู่กับสับปะรด เพื่อบันทึกความมั่งคั่งไว้ให้ลูกหลานดู
ความคลั่งไคล้สับปะรด (Pineapple Mania) ลุกลามไปทุกวงการ ช่างทำเฟอร์นิเจอร์เริ่มแกะสลักรูปสับปะรดไว้ที่หัวเตียง สถาปนิกแกะสลักรูปสับปะรดไว้ที่เสาประตูหน้าบ้านเพื่อแสดงความยินดีต้อนรับ แม้แต่ถ้วยชามช้อนส้อมเงินแท้ก็ยังต้องทำลวดลายสับปะรด
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อระบบการขนส่งทางเรือเร็วขึ้น และมีการนำเข้าสับปะรดจำนวนมากจากอาณานิคม ราคาของมันก็ค่อยๆ ร่วงลงมา จนกลายเป็นผลไม้ที่คนธรรมดาสามารถซื้อกินได้ในที่สุด และยุคสมัยแห่งการ "เช่าสับปะรดไปอวดรวย" ก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์