“เพื่อนบ้าน” มักเป็นคำที่ชวนให้นึกถึงความใกล้ชิดและเกื้อกูล แต่สำหรับสยามกับเขมรแล้ว ความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยแผลเก่า รอยร้าว และคำพูดเสียดแทงว่า “เขมรหักหลังเรามาตั้งแต่บรรพบุรุษ”
ย้อนกลับไป วิกฤติ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) สยามต้องเผชิญหน้ากับจักรวรรดิฝรั่งเศส ที่ยกกองเรือมาปักหลักหน้าปากน้ำเจ้าพระยา บีบให้สยามต้องยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายโขงให้ไปโดยไม่อาจต่อรอง
แต่สิ่งที่ตำราเรียนไทยมักไม่เน้นคือ เขมรไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมเงียบ ๆ
ในตอนนั้น กัมพูชาตกอยู่ใต้ “การคุ้มครอง” ของฝรั่งเศสแล้ว คนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยกลายเป็นหูเป็นตา ส่งข่าว เส้นทาง และความลับของสยามให้ฝรั่งเศสอย่างเอาการเอางาน กองทัพฝรั่งเศสจึงเดินหมากได้แม่นยำราวกับมีแผนที่ลับในมือ
ในสายตาสยาม — นี่คือการ “แทงข้างหลัง”
ในสายตาเขมร — นี่คือโอกาส ปลดแอกจากการถูกครอบงำของสยาม
เพื่อนบ้านที่เคยอยู่ใต้เงา เมื่อมีโอกาสก็เลือก “หันมีดใส่” ฝ่ายที่เคยอยู่เหนือกว่า แล้วไปโอบกอดจักรวรรดินิยมผู้มาใหม่แทน
🎭 บทเรียนที่ยังไม่เก่า
เรื่องนี้ทำให้วลี “เขมรหักหลัง” กลายเป็นบาดแผลทางความทรงจำที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งที่หากมองอีกมุม มันอาจไม่ใช่การทรยศ แต่คือการดิ้นรนของประเทศเล็ก ๆ ที่ถูกบีบคั้นให้อยู่รอดท่ามกลางยักษ์ใหญ่
ประวัติศาสตร์จึงชวนขมขื่น — ใครเล่าจะอยากเป็นเพื่อนบ้านที่ซื่อสัตย์ หากความซื่อสัตย์นั้นแลกมาด้วยการถูกกดหัว?