Loading...

 

Esan Northeast

คดีข่มขืน เมื่อร้อยกว่าปี..โทษหนักถึงขั้นประหาร ไม่มี DNA แล้วศาลตัดสินจากอะไร?

03/08/2026
เมื่อร้อยกว่าปีก่อน หากมีคนตกเป็นเหยื่อคดีข่มขืน การเรียกร้องความยุติธรรมไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ เพราะในยุคนั้นยังไม่มีการตรวจ DNA ไม่มีกล้องวงจรปิด และไม่มีเทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์ที่ช่วยระบุตัวผู้กระทำผิดได้อย่างแม่นยำ หลายคนจึงสงสัยว่า ศาลตัดสินคดีจากอะไร แล้วเหตุใดบางคดีจึงมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต
.
ในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยกำลังปฏิรูประบบกฎหมายให้ทันสมัยมากขึ้น ศาลเริ่มใช้กระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นระบบกว่าเดิม โดยอาศัยคำให้การของผู้เสียหาย พยานแวดล้อม ร่องรอยในที่เกิดเหตุ เสื้อผ้าที่ฉีกขาด บาดแผลตามร่างกาย รวมถึงการตรวจของแพทย์หรือหมอหลวงเท่าที่องค์ความรู้ในยุคนั้นจะทำได้ หลักฐานแต่ละชิ้นอาจไม่สามารถชี้ตัวคนร้ายได้เด็ดขาดเหมือนผลตรวจ DNA ในปัจจุบัน แต่เมื่อนำมาประกอบกันก็ช่วยให้ศาลมองเห็นภาพของเหตุการณ์ได้ชัดขึ้น
.
ผู้พิพากษาในยุคนั้นยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของคำให้การ หากผู้เสียหาย พยาน และหลักฐานแวดล้อมสอดคล้องกัน ขณะที่คำให้การของจำเลยมีพิรุธหรือขัดแย้ง ศาลสามารถนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาใช้ประกอบการวินิจฉัยได้ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม
.
หลายคนเคยได้ยินต่อ ๆ กันว่า "สมัยก่อนข่มขืนโดนประหาร" ความจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้คดีข่มขืนทุกคดีต้องรับโทษประหารชีวิต บทลงโทษขึ้นอยู่กับลักษณะของความผิดและผลที่เกิดขึ้นในแต่ละคดี หากเป็นการข่มขืนเพียงอย่างเดียว โทษที่ใช้ในหลายช่วงเวลามักเป็นการจำคุก การเฆี่ยนตี และการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายหรือครอบครัว
.
แต่หากคดีมีความร้ายแรงยิ่งขึ้น เช่น ผู้กระทำผิดฆ่าผู้เสียหายเพื่อปิดปาก ใช้อาวุธก่อเหตุจนเหยื่อเสียชีวิต หรือก่ออาชญากรรมหลายความผิดในเหตุการณ์เดียวกัน โทษอาจเพิ่มขึ้นถึงขั้นประหารชีวิตได้ กฎหมายในยุคนั้นมองว่าการกระทำลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการล่วงละเมิดทางเพศ แต่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
.
บันทึกคดีในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 สะท้อนให้เห็นว่า ศาลพยายามพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ แม้จะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี การตัดสินไม่ได้อาศัยคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีพยานและหลักฐานประกอบจนศาลเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง
.
เมื่อเทียบกับปัจจุบัน กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนไปอย่างมาก การตรวจ DNA ลายนิ้วมือ กล้องวงจรปิด และเทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์ช่วยลดโอกาสจับคนผิดและเพิ่มโอกาสเอาผู้กระทำผิดตัวจริงมารับโทษได้มากขึ้น แต่หากย้อนกลับไปเมื่อกว่าร้อยปีก่อน สิ่งที่ทำหน้าที่แทนเทคโนโลยีเหล่านั้นคือคำให้การของผู้คน ความละเอียดรอบคอบของผู้พิพากษา และการพิจารณาหลักฐานทุกชิ้นอย่างถี่ถ้วน
.
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้กระบวนการยุติธรรมในอดีตจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็พยายามแสวงหาความจริงด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในยุคนั้น และในคดีที่ร้ายแรงจนมีผู้เสียชีวิตหรือมีความผิดหลายฐานรวมกัน บทลงโทษก็อาจรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ไม่ใช่เพราะเป็นคดีข่มขืนเพียงอย่างเดียว แต่เพราะศาลพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นร่วมกัน


 

สนับสนุนโดย