
“หนู” : จากทาสจีนสู่สรรพนามสุดคิ้วท์ของเด็กไทย!
ทำไมคนไทยเราถึงชอบเรียกตัวเองว่า “หนู” ทั้งที่เป็นชื่อสัตว์ฟันแทะ แถมคำนี้ยังใช้ได้สารพัดประโยชน์ ตั้งแต่เด็กน้อยยันวัย 30 ต้นๆ บางท่านอาจจะไม่รู้ว่ารากเหง้าแท้จริงของคำเรียกแทนตัวว่า 'หนู' นั้นเพี้ยนมาจากภาษาจีน
--------------

พระราชวินิจฉัยรัชกาลที่ 6: "หนู" ใช่คำไทยแท้หรือเพี้ยนมาจากจีน?
สมัย ร.6 ปรากฏหลักฐานใน ประกาศยกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยคำนำนามเด็ก พ.ศ. 2464 ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า คำว่า “หนู” อาจไม่ใช่คำไทยเดิมที่หมายถึงสัตว์ แต่เป็นศัพท์ที่เพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า “อินู” จึงทรงมีพระราชดำริว่าไม่ควรนำมาใช้เรียกเด็กไทย
ㅤ
อย่างไรก็ตาม จากการสืบค้นภายหลังกลับไม่พบคำว่า “อินู” ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมภาษาจีนโดยตรง จึงนำมาสู่ข้อสันนิษฐานใหม่ๆ ว่าแท้จริงแล้วคำนี้อาจเพี้ยนมาจากคำจีนคำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรือไม่?
--------------

หรือจริงๆ แล้ว เราคือ “ทาส” (ในเรือนเบี้ย)?
จากภาษาจีน พบคำที่ออกเสียงใกล้เคียงและมีความหมายที่ "น่าตกใจ" กว่านั้น คือคำว่า
ㅤ
奴 (อ่านว่า นู / ศัพท์พินอิน: nú)
คำนี้แปลตรงตัวว่า “ทาส” หรือ “ขี้ข้า” นั่นเอง!
ㅤ
• ในซีรีส์จีนโบราณ พวกนางกำนัลหรือผู้น้อยจะเรียกตัวเองว่า “หนูปี้” (奴婢) เพื่อแสดงความนอบน้อมแบบสุดซอย (ประมาณว่า ข้าน้อยผู้ต่ำต้อย)
• หรือคำว่า “หนูไฉ” (奴才) ที่พวกขุนนางใช้เรียกตัวเองเวลาคุยกับฮ่องเต้ (แปลว่า ข้าผู้เป็นทาส)
ㅤ
ทฤษฎีคือ: สมัยก่อนคนจีนในสยามอาจจะใช้คำพวกนี้เรียกตัวเองเวลาคุยกับคนไทยเพื่อแสดงความถ่อมตัว คนไทยเห็นว่าฟังดูน่ารักดี (หรืออาจจะฟังเพี้ยน) ก็เลยเอามาใช้เรียกเด็กๆ และเด็กๆ ก็เรียกแทนตัวเองกันไปเลย
--------------

ทฤษฎีที่ 2: มันคือเรื่องของ "ลูกเต้า"
นอกจากแปลว่าทาสแล้ว ยังมีอีกคำคือ 孥 (อ่านว่า นู / ศัพท์พินอิน: nú เหมือนกัน)
คำนี้แปลว่า “ลูก” หรือ “ลูกหลาน” ซึ่งเกิดจากการเอาคำว่า ทาส (奴) มารวมกับคำว่า เด็ก (子)
ㅤ
มันเลยมีความเป็นไปได้สูงมากที่คนจีนสมัย ร.3 - ร.4 จะเรียกเด็กๆ ว่า “อีหนูๆ” (孥) แล้วคนไทยก็รับมาใช้ต่อจนกลายเป็นคำมาตรฐานติดปากมาจนถึงทุกวันนี้
--------------

สรุปแล้ว... หนู หรือ ทาส?
ถึงแม้จะมีทฤษฎีว่ามาจากภาษาจีน หากรื้อหาที่มา จะเรียก หนู หมู กา ไก่ ไม่ว่าที่มาจะมาจาก "ทาส" หรือ "สัตว์" สุดท้ายคำว่า "หนู" ก็กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางภาษาที่ทรงพลัง
.
แสดงถึง “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” การวางตัวให้ดูเล็กที่สุด เพื่อให้เกียรติผู้ฟังที่มีอาวุโสสูงกว่า เป็นการลดตัวตนลงเพื่อสร้างบรรยากาศที่นอบน้อม ให้เกิดเอ็นดูและช่องว่างระหว่างวัย แต่ก็เป็นคำที่ไม่ทางการ แค่ช่วยให้ลดความแข็งกระด้างหรือห่างเหิน อย่าง ดิฉัน / เรา / ฉัน เป็นจริตทางภาษา ลักษณ์ของ "ตัวตนที่ย่อส่วน" เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ราบรื่น