เพราะความกลัว “กฎมณเทียรบาล” สู่โศกนาฏกรรม “พระนางเรือล่ม”
ย้อนกลับไปในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 หน้าวัดเกาะพญาเจ่ง จังหวัดนนทบุรี เหตุการณ์วิปโยคที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้เกิดขึ้น เมื่อเรือพระที่นั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี (พระนางเรือล่ม) ประสบอุบัติเหตุล่มลงในแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่สิ่งที่น่าเศร้ากว่าอุบัติเหตุ คือความเชื่อที่เล่าต่อกันมาว่า "คนบนฝั่งและชาวบ้านต่างยืนดูเฉยๆ ไม่กล้าลงไปช่วย เพราะกลัวโทษประหารตามกฎมณเทียรบาลที่ห้ามแตะต้องพระวรกาย"
กฎมณเทียรบาลเขียนไว้ว่าอย่างไร?
ในกฎมณเทียรบาลโบราณ มีบทบัญญัติเรื่อง "เรือล่ม" ระบุไว้ชัดเจนว่า:
"ถ้าเรือล่ม ให้ชาวเรือว่ายน้ำหนีไปให้พ้น ถ้าใครว่ายเข้าไปใกล้เรือพระที่นั่ง มีโทษถึงตาย... หากจะส่งลูกมะพร้าวให้เกาะ ก็ต้องส่งให้ถึงมือ หากส่งไม่ถึงมือ มีโทษถึงตาย"
จุดสำคัญอยู่ตรงนี้: กฎหมายนี้มีไว้เพื่อ "ป้องกันการลอบปลงพระชนม์" ในสมัยก่อนที่ความปลอดภัยยังไม่เข้มงวด การที่คนแปลกหน้าว่ายน้ำเข้าไปใกล้เรือพระที่นั่งในขณะที่กำลังชุลมุน อาจเป็นการฉวยโอกาสทำร้ายพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นสูงได้
ความเข้าใจผิดที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม
ในเหตุการณ์จริงวันนั้น พระยามหามนตรี (ราชพัลลภ) ผู้ควบคุมขบวนเรือในขณะนั้น ได้ตะโกนห้ามไม่ให้ใครลงไปช่วย โดยอ้างกฎมณเทียรบาลข้อนี้ ความกลัวอาญาแผ่นดินทำให้มหาดเล็กและชาวบ้านในละแวกนั้น "ลังเล" จนสายเกินไป
สรุปคือ ไม่ใช่ว่ากฎหมาย "ห้ามช่วย" แต่กฎหมายกำหนด "วิธีการช่วย" ที่เข้มงวด (เช่น การส่งลูกมะพร้าว) และผู้คุมกฎในขณะนั้นตีความอย่างเคร่งครัดจนเกินไปบนความตกใจ ทำให้ความช่วยเหลือเข้าไม่ถึงพระองค์
หลังเหตุการณ์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงเสียพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก และทรงพิโรธต่อการตีความกฎมณเทียรบาลแบบผิดฝาผิดตัวนี้ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ "ยกเลิก" กฎมณเทียรบาลที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการช่วยชีวิตคน
กฎมณเทียรบาลไม่ได้สั่งให้คนยืนดูคนจมน้ำตาย แต่ความกลัวและการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวในภาวะวิกฤตต่างหากที่เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรม