หลายความเชื่อพูดตรงกันว่า เมื่อคนเสียชีวิตจะมียมทูตหรือผู้พาวิญญาณมารับไปยังโลกหลังความตาย ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ ยมทูตก็เหมือน “คนขับรถ” ส่วนวิญญาณก็คือ “ผู้โดยสาร” หน้าที่ของคนขับคือพาไปยังปลายทาง แต่ปัญหาคือ ผู้โดยสารบางคนไม่ยอมขึ้นรถ
เหตุผลที่วิญญาณไม่ยอมไปต่อ มักมาจากความรู้สึกที่ยังค้างอยู่ เช่น ยังห่วงคนข้างหลัง ยังโกรธ ยังกลัว หรือยังไม่ยอมรับว่าตัวเองตายแล้ว วิญญาณแบบนี้จึงเหมือนคนที่ยืนลังเลอยู่ข้างรถ ถึงรถจะมาจอดรับแล้ว แต่ใจก็ยังไม่พร้อมจะไป ผลคือวิญญาณยังวนเวียนอยู่ในที่เดิม กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “วิญญาณเร่ร่อน”
ในความเชื่อทางพุทธและความเชื่อพื้นบ้านไทย มองว่ายมทูตไม่ได้บังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจของวิญญาณเอง ถ้ายังยึดติด ก็ยังไปไม่ได้ เปรียบเหมือนคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินทางจริงๆ รถก็ต้องจอดรอ หรือไม่ก็ขับไปก่อน ทิ้งให้ผู้โดยสารคนนั้นอยู่ตรงเดิม
ความเชื่อจีนก็คล้ายกัน ยมทูตมีหน้าที่พาไปตัดสินความดีความชั่ว แต่เชื่อว่าวิญญาณบางดวงกลัว ไม่อยากไปเจอการตัดสิน เลยหนี ไม่ยอมไปศาลยมโลก วิญญาณแบบนี้จึงกลายเป็นผีเร่ร่อน ต้องรอจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ เช่น การทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ หรือพิธีส่งวิญญาณ
ส่วนความเชื่อของตะวันตกจะพูดถึงเทวทูตมากกว่า เทวทูตทำหน้าที่นำวิญญาณไปสู่พระเจ้า แต่ถ้าวิญญาณยังมีเรื่องติดค้าง เช่น ความผิด ความเสียใจ หรือเรื่องที่ยังไม่ได้สะสาง ก็จะยังไปต่อไม่ได้ เหมือนผู้โดยสารที่ยังผ่านด่านตรวจไม่ครบ จึงต้องรออยู่ก่อน
ถ้ามองแบบไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย ยมทูตก็อาจเป็นแค่ “สัญลักษณ์” ของการยอมรับความตาย ส่วนวิญญาณเร่ร่อนก็คือภาพแทนของใจที่ยังไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะเป็นของผู้ตายเอง หรือความรู้สึกของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ยังผูกพันและคิดถึง
ในเรื่องของความเชื่อนี้ไม่ใช่ว่าไม่มียมทูตมารับ แต่เป็นเพราะวิญญาณบางดวงยังไม่พร้อมจะไปต่อ รถมารอแล้ว แต่ผู้โดยสารยังไม่ขึ้น จึงเกิดเรื่องของวิญญาณเร่ร่อนขึ้นในความเชื่อของหลายวัฒนธรรม
______________________