การฝึก “อสุภะ” คือการมองให้ทะลุความสวยงามภายนอก เห็นความจริงของร่างกายตามที่มันเป็นจริง ไม่ใช่ตามภาพลวงที่เราชอบคิดเอาเองว่า “สวย หล่อ เป๊ะปัง” อสุภะในความหมายง่ายๆ คือ “ไม่สวย ไม่งาม ไม่น่าหลง” ไม่ได้เป็นการให้เรากลัวศพหรือรังเกียจร่างกายคนอื่น
.
แต่เป็นการเตือนใจว่า ร่างกายที่เราหลงใหลกันทุกวัน จริงๆ แล้วมันก็แค่สิ่งชั่วคราว เต็มไปด้วยของสกปรกและของเสื่อมสลาย เหมือนทุกอย่างในโลกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
.
ตอนฝึก เราไม่ได้เริ่มจากภาพแรงๆ เลย แต่เริ่มจากการตั้งสติเบาๆ แล้วค่อยๆ พิจารณาร่างกายตัวเองก่อน เช่น ผม เล็บ ฟัน กลิ่นเหงื่อ หรือลมหายใจของเราเอง พอมองลึกลงไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าทุกส่วนของร่างกายไม่มีอะไรสวยคงทนแบบที่เรามักคิด ทุกอย่างแก่ได้ เสื่อมได้ ผุพังได้ พอใจ “ยอมรับความจริง” มากขึ้น ความหลงในรูปร่างหน้าตาของตัวเองก็จะเบาลงโดยไม่ต้องฝืนใจ
.
พอจิตเริ่มนิ่งขึ้น ก็ขยับไปพิจารณาร่างกายของคนอื่นหรือใช้ภาพของศพ ซึ่งไม่ใช่เพื่อให้เรากลัวหรือหดหู่ แต่เพื่อให้เห็นของจริงแบบไม่ใส่ฟิลเตอร์ ว่าร่างกายทุกคนไม่ว่าจะสวย หล่อ รวย มีชื่อเสียง หรือธรรมดา ก็มีจุดจบเหมือนกันคือความเสื่อมและความตาย
.
พอมองซ้ำๆ ใจจะค่อยๆ สงบ เห็นว่ารูปกายนั้นไม่ใช่ของน่ายึดถือเท่าไร ความฟุ้งซ่าน ความคิดกำหนัด ความหลงในความงามของคนอื่นจะค่อยๆ จางไปเองตามธรรมชาติ
.
การพิจารณาอสุภะต้องทำแบบนุ่มนวลกับใจ ไม่บังคับตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าภาพแรงเกินไปก็เริ่มจากเบาๆ ก่อน เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นตามระดับใจที่แข็งแรงขึ้น
.
พอฝึกบ่อยๆ ใจจะเริ่มโปร่ง เบา และไม่ผูกกับรูปร่างหน้าตามากเหมือนก่อน เราจะเห็นผู้คนอย่างเข้าใจมากขึ้นว่า ถึงภายนอกจะต่างกัน แต่ข้างในก็เป็นมนุษย์แบบเดียวกันที่ต้องแก่ ป่วย และตายเหมือนกันหมด
.
เมื่อความหลงคลายลง ความเมตตาก็เพิ่มขึ้น และจิตก็สงบง่ายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นี่แหละคือประโยชน์ของอสุภะในแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน