แกลโซเนะ หรือชื่อจริงว่า “โซเนะ นัตสึโกะ” (Sone Natsuko) คือหนึ่งในตำนานนักกินจุหญิงของญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย จุดเริ่มต้นของเธอย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ในรายการแข่งขันกินจุชื่อดัง “ต้นตำรับ ศึกชิงแชมป์กินจุ”
ช่วงเวลานั้นผู้ชมต่างตกตะลึงกับภาพของหญิงสาวรูปร่างบางราวนางแบบ แต่กลับสามารถกินอาหารได้ปริมาณมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ในบางครั้งเธอสามารถกินได้มากถึง 9 กิโลกรัมภายในมื้อเดียว และยังเคยสร้างสถิติกินแกงกะหรี่กว่า 6 กิโลกรัมหมดภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ชื่อ “Gal Sone” หรือ “แกลโซเนะ” มาจากการผสมคำว่า “Gal” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกสาวญี่ปุ่นสายแฟชั่นจัดเต็ม กับนามสกุลของเธอ “โซเนะ” จุดขายของเธอไม่ได้มีเพียงการกินเก่ง แต่ยังรวมถึงบุคลิกสดใส ร่าเริง และวิธีการกินที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งรีบ ไม่อึดอัด ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ดูคนกินอาหารด้วยความสุข มากกว่าการแข่งขันที่ทรมานตัวเอง
สิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกสงสัยมากที่สุดคือ ทำไมแกลโซเนะถึงสามารถกินได้มากขนาดนั้น แต่กลับไม่อ้วนและยังคงหุ่นเพรียวบางได้ตลอดเวลา
คำตอบบางส่วนมาจากการตรวจร่างกายและเอ็กซเรย์ที่พบว่า กระเพาะอาหารของเธอมีความสามารถพิเศษในการยืดขยายได้มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ตอนที่ท้องว่างกระเพาะของเธอมีขนาดปกติ แต่เมื่อกินเข้าไปมันสามารถขยายจนเกือบเต็มช่องท้อง ทำให้เธอรองรับอาหารได้ในปริมาณมหาศาล โดยไม่รู้สึกแน่นเกินไป
นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานว่า แกลโซเนะอาจมีระบบเผาผลาญพลังงานที่สูงกว่าปกติ รวมถึงมีแบคทีเรียดีในลำไส้มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เธอยังเคยเล่าว่า แทบไม่เคยรู้สึกอิ่มจนหยุดกินด้วยความแน่น แต่จะหยุดเมื่อเริ่มเบื่อรสชาติอาหารมากกว่า ทำให้การกินของเธอแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน
ตลอดเส้นทางชีวิต แกลโซเนะไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นนักกินจุ เธอมีความรู้ด้านการประกอบอาหาร และมีใบอนุญาตเป็นช่างครัว ก่อนจะผันตัวมาเป็นคนทำอาหาร ออกรายการทีวี และสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ของตัวเอง
ปัจจุบันเธอมีครอบครัวและลูกแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นชื่อที่ผู้คนจดจำได้ว่า เป็นตำนานนักกินจุผู้ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ
เรื่องราวของแกลโซเนะสะท้อนให้เห็นถึง ความมหัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ที่บางครั้งก็มีความสามารถเฉพาะตัวเกินกว่าที่ใครคาดคิด
เธอคือภาพแทนของความขัดแย้ง ระหว่างรูปร่างแบบนางแบบ กับความสามารถในการกินที่เหนือมนุษย์ และยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หลายคนจดจำได้ว่า “การกิน” ก็สามารถกลายเป็นทั้งศิลปะ ความบันเทิง และตำนานไปพร้อมกัน