ในอียิปต์โบราณ “ฟาโรห์” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมืองเท่านั้น แต่ยังถูกยกย่องให้เป็น “สมมุติเทพ” ผู้สืบเชื้อสายจากเทพเจ้ารา (Ra) หรือโอซิริส (Osiris) การรักษาสายเลือดให้ “บริสุทธิ์” จึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดในราชวงศ์
.
เพราะเชื่อว่าหากสายเลือดของเทพเจ้าถูกปนเปื้อนด้วยคนธรรมดา จะเป็นการลดทอนพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ลงไป ฟาโรห์หลายพระองค์จึงเลือกแต่งงานกับ “พระขนิษฐา” หรือแม้แต่ “พระธิดาแท้ๆ” ของตนเอง เพื่อคงไว้ซึ่งสายเลือดบริสุทธิ์ของเทพเจ้า
.
หนึ่งในราชวงศ์ที่มีการแต่งงานในหมู่เครือญาติอย่างชัดเจน คือราชวงศ์ที่ 18 และราชวงศ์ที่ 19 เช่น ฟาโรห์อาเคนาเตน (Akhenaten) และพระมเหสีเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) ก็เป็นญาติกัน หรืออย่างฟาโรห์ทุตอังค์อาเมน (Tutankhamun) ก็เกิดจากการแต่งงานระหว่างฟาโรห์อาเคนาเตนกับพระขนิษฐาแท้ๆ ของพระองค์เอง ซึ่งเป็นการแต่งงานที่เกิดขึ้นเพราะต้องการรักษา “สายเลือดเทพเจ้า” ของตระกูลไม่ให้เจือจางลง
.
ในราชสำนักอียิปต์โบราณ ฟาโรห์มักมีมเหสีหลักเพียงหนึ่งพระองค์ที่มีฐานะสูงสุด เรียกว่า “มหามเหสีแห่งอียิปต์” (Great Royal Wife) แต่ก็มีมเหสีรองอีกนับสิบองค์ รวมถึงนางสนมมากมายในพระราชวัง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติในยุคนั้น เพราะเชื่อว่ายิ่งฟาโรห์มีลูกหลานมาก ก็ยิ่งเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจ ความอุดมสมบูรณ์ และการสืบต่อราชวงศ์ให้มั่นคงยาวนาน
.
บางพระองค์จึงมีลูกหลานเป็นร้อยคนจากภรรยาหลายสิบคน เช่น ฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) ที่ถูกบันทึกไว้ว่ามีลูกมากกว่า 100 คน และมีมเหสีจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ “เนเฟอร์ทารี” มเหสีเอกที่พระองค์ทรงรักมากที่สุด
.
ประเพณีการแต่งงานในหมู่เครือญาติของฟาโรห์นี้ แม้จะทำให้สายเลือดเทพเจ้าดูบริสุทธิ์ในทางความเชื่อ แต่ในทางชีววิทยากลับก่อให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ภาวะกระดูกผิดรูป หรือปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งจากการตรวจดีเอ็นเอของมัมมี่ฟาโรห์ทุตอังค์อาเมน ก็พบว่าทรงมีลักษณะของโรคพันธุกรรมที่เกิดจากการแต่งงานในสายเลือดเดียวกันจริงๆ
.