“จากฮีโร่ผู้ช่วยชีวิต…สู่คนบ้าที่ถูกกักขัง”
นี่คือโศกนาฏกรรมของผู้บุกเบิกการล้างมือในโรงพยาบาล
กลางศตวรรษที่ 19 ที่กรุงเวียนนา ในโรงพยาบาลใหญ่ Allgemeines Krankenhaus ซึ่งเป็นศูนย์กลางวิทยาการแพทย์ของจักรวรรดิออสเตรีย มีหมอสูติชาวฮังการีชื่อ อิกนาซ เซมเมลไวส์ (Ignaz Semmelweis) สังเกต “ความไม่ปกติ” ที่เจ็บปวด หอผู้ป่วยคลอดที่แพทย์และนักศึกษาแพทย์ดูแลมีอัตราการเสียชีวิตจาก ไข้หลังคลอด (puerperal fever) สูงกว่าหอที่พยาบาลผดุงครรภ์ดูแลหลายเท่า
.
ผู้หญิงจำนวนมากถึงขั้นคุกเข่าขอร้องไม่ให้ถูกส่งเข้า “คลินิกที่หนึ่ง” เพราะชื่อเสียงเรื่องความตายแพร่สะพัด เวียนนาในยุคนั้นยังไม่รู้จักทฤษฎีเชื้อโรค แต่เซมเมลไวส์ใช้การสังเกตเชิงระบาดวิทยาและตรรกะเชิงสถิติ ค่อย ๆ ต่อภาพจากความต่างของอัตราตาย และกรณีเพื่อนแพทย์ที่เสียชีวิตหลังถูกมีดผ่าศพบาด เขาสรุปว่ามี “อนุภาคจากศพ” ติดอยู่บนมือของแพทย์ที่เพิ่งออกจากห้องผ่าศพแล้วไปตรวจคนท้อง ทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายหญิงหลังคลอดโดยไม่รู้ตัว
.
15 พฤษภาคม ค.ศ. 1847 เขาสั่งให้ทุกคนที่ย้ายจากห้องผ่าศพไปห้องคลอดต้องล้างมือด้วยสารละลาย chlorinated lime จนหมดกลิ่นเน่า ผลคือตัวเลขอัตราตายในคลินิกที่หนึ่งลดจาก 18.3% ในเดือนเมษายน เหลือ 2.2% ในเดือนมิถุนายน และบางเดือนเหลือศูนย์ หลักฐานเชิงสถิติยุคต้นว่าการสุขอนามัยช่วยป้องกันการติดเชื้อ
.
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกต้านอย่างหนักเพราะขัดกับความเชื่อและวิธีสอนแพทย์ยุคนั้นซึ่งเน้นผ่าศพจริงทุกวัน และยังไม่มีทฤษฎีจุลชีพมารองรับ เขาจึงตีพิมพ์หนังสือ Die Aetiologie, der Begriff und die Prophylaxis des Kindbettfiebers (1861) สรุปหลักฐานทั้งหมด แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “เหตุผลแบบหลังเหตุจึงว่าก่อนเหตุ”
.
แรงกดดันและบุคลิกตรงไปตรงมาทำให้เขาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน จนปี 1865 ถูกส่งเข้า “สถานกักกันคนวิกลจริต” ที่เวียนนาโดยไม่สมัครใจ และเสียชีวิตในอีกสองสัปดาห์ต่อมาด้วยการติดเชื้อจากบาดแผลที่มือ โรคเดียวกับที่เขาพยายามป้องกันตลอดชีวิต
.
โลกเพิ่งยอมรับแนวคิดของเขาหลัง หลุยส์ ปาสเตอร์ พิสูจน์ทฤษฎีเชื้อโรค และ โจเซฟ ลิสเตอร์ นำการปลอดเชื้อมาใช้ผ่าตัด ปัจจุบันเซมเมลไวส์ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งการล้างมือ” และเรื่องราวของเขากลายเป็นตัวอย่างว่าหลักฐานเชิงข้อมูลและการเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ สามารถช่วยชีวิตคนได้มหาศาล แม้ต้องฝ่าด่านความเชื่อเดิมของทั้งวงการ
.