พิธีปฐมกรรมพระยาละแวก เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงทั้งขนบประเพณี การเมือง และแนวคิดเรื่องศักดิ์ศรีของกษัตริย์ในยุคอยุธยา โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิธีนี้มิใช่เพียงการลงโทษศัตรู แต่เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการหยามเกียรติและลดฐานะของพระยาละแวกให้ต่ำต้อยที่สุดก่อนการประหาร
.
พระยาละแวก (หรือพระเจ้าเชษฐาธิราชแห่งกัมพูชา) เป็นอดีตกษัตริย์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีอำนาจเหนืออยุธยาในช่วงที่ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของเขมร เหตุการณ์ที่อยุธยาต้องพ่ายแพ้และมีการจับกษัตริย์ไทยไปเขมรนั้น กลายเป็นแผลในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ไทย เมื่อสมเด็จพระนเรศวรสามารถกอบกู้เอกราชและกลับมากู้ชาติสำเร็จ พระองค์จึงมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะ "สะสาง" ความอัปยศนั้นด้วยการตอบโต้ทั้งในเชิงการทหารและพิธีกรรม
.
เมื่อพระองค์ยกทัพไปตีเขมรในคราวหนึ่ง และสามารถจับตัวพระยาละแวกได้ สิ่งที่ตามมามิใช่เพียงการประหารชีวิตธรรมดา หากแต่เป็น "พิธีปฐมกรรม" หรือ "พิธีราดหัวด้วยน้ำล้างเท้า" ซึ่งเป็นพิธีที่สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ
.
พิธีนี้มีลักษณะของการหยามเกียรติอย่างรุนแรง โดยพระองค์เสด็จประทับบนที่สูง และโปรดให้พระยาละแวกหมอบอยู่เบื้องล่าง แล้วทรงราดน้ำล้างพระบาทลงบนศีรษะของพระยาละแวก การกระทำนี้ถือว่ามีความหมายลึกซึ้ง เพราะในบริบทของยุคโบราณ การที่กษัตริย์กระทำเช่นนี้กับกษัตริย์อีกพระองค์ เปรียบเสมือนการลดพระยศของฝ่ายตรงข้ามให้ตกต่ำเป็นเหมือนทาสหรือผู้ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิตต่อไป
.
พิธีปฐมกรรมนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพิธีของชาวมอญ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันในการลดเกียรติของศัตรูที่ยิ่งใหญ่ การล้างหัวด้วยน้ำล้างเท้าในพิธีมอญแสดงถึงการลบล้างฐานะเดิมของผู้รับพิธี โดยเฉพาะเมื่อผู้นั้นเคยอยู่ในสถานะเท่าเทียมหรือสูงกว่า
.
การเลือกใช้พิธีที่มีนัยเชิงสัญลักษณ์รุนแรงเช่นนี้ ไม่เพียงเพื่อ “ชำระแค้น” หากยังเป็นการส่งสารไปยังบ้านเมืองและอาณาจักรอื่นว่า อยุธยาภายใต้สมเด็จพระนเรศวรกลับมายืนหยัดอย่างสง่างามแล้ว และจะไม่ยอมให้ศัตรูใดดูแคลนได้อีก
.
ซึ่งค่านิยมสำคัญในหมู่กษัตริย์และนักรบในอดีต ยึดถือพระเกียรติเป็นใหญ่ การตายอย่างมีศักดิ์ศรีนั้นดีกว่าการมีชีวิตอยู่แต่ไร้เกียรติ เช่นเดียวกับการเอาชนะศัตรู ไม่ใช่เพียงชัยชนะทางทหาร แต่ต้องเอาชนะในมิติของเกียรติภูมิด้วย