ในยุคที่การป้องกันโรคและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ยังไม่มีตัวช่วยบางเฉียบใส่ซองพกง่ายๆ แบบสมัยนี้ มนุษย์ยุคกลางก็ต้องดิ้นรนคิดค้นวิธีป้องกันของตัวเอง และสิ่งที่พวกเขาหยิบมาใช้คือ ไส้แกะ ไส้แพะ และแม้แต่กระเพาะปลาคอด
.
ใช่แล้ว…อ่านไม่ผิด ไส้แกะที่วันนี้เราอาจเห็นในจานก๋วยเตี๋ยว เคยเป็น “เครื่องป้องกันรัก” ในยุคที่ถุงยางยังไม่มีชื่อเรียกด้วยซ้ำ ลำไส้สัตว์ถูกล้างสะอาดจนปราศจากกลิ่นคาว ตัดให้ได้ขนาดพอดี จากนั้นตากแดดจนกรอบเหมือนแผ่นหนังแห้ง เวลาจะใช้ก็ต้องเอาไปแช่น้ำให้นิ่มก่อน ไม่ต่างจากการเตรียมวัตถุดิบทำอาหาร แต่อันนี้คือการเตรียมเพื่อศึกรัก
.
เมื่อพร้อมใช้งาน ถุงยางไส้แกะจะถูกสวมเข้าไปแล้วผูกเชือกไหมตรงโคนเพื่อกันไม่ให้หลุดในจังหวะเร่าร้อน ซึ่งถ้าจินตนาการตามอาจรู้สึกถึงความ “Vintage Vibes” ของการมีเซ็กส์ที่ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ แต่มีขั้นตอนเหมือนพิธีกรรมลึกลับก่อนลงสนามจริง
.
ที่พีคไปกว่านั้นคือ ถุงยางไส้แกะเหล่านี้ ไม่ได้ใช้แล้วทิ้ง แต่เป็นของรักของหวงที่ต้อง ล้าง ตากแดด แล้วเก็บไว้ใช้ต่อ เรียกว่าคอนเซ็ปต์ Zero Waste มาไวกว่าที่โลกยุคเราคิดได้เสียอีก เจ้าของจะทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่หรือสมุนไพร แล้วแขวนตากบนราวเหมือนตากถุงเท้า เพื่อนบ้านเดินผ่านอาจแอบสงสัยว่านั่นคือของใช้หรือของสะสมกันแน่
.
ในยุคที่โรคซิฟิลิสระบาดหนัก การมีถุงยางไส้แกะติดตัวจึงเหมือนพกเกราะป้องกันชีวิต มันไม่ได้สร้างมาเพื่อความรู้สึกฟิน แต่มันคืออาวุธสำคัญต่อสู้กับโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนนับล้าน และบางครั้งมันก็ถูกมอบเป็นของขวัญล้ำค่าจากหญิงโสเภณีให้ลูกค้าขาประจำ เพราะถือว่าเป็น “ของใช้ส่วนตัว” ที่บ่งบอกความสนิทสนม (และความหวงของนิดๆ)
.
จนมาถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อการค้นพบกระบวนการวัลคาไนซ์ของชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ทำให้ถุงยางยางพาราเริ่มถือกำเนิด แม้มันจะหนาเท่ายางรถยนต์และยังคงต้องล้างใช้ซ้ำเหมือนเดิม แต่ก็นับเป็นวิวัฒนาการที่ทำให้ถุงยางยุคแกะค่อยๆ กลายเป็นตำนาน พอถึงศตวรรษที่ 20 การมาของลาเท็กซ์ก็เปลี่ยนทุกอย่าง เราได้ถุงยางที่บาง นุ่ม ใช้แล้วทิ้ง พร้อมกลิ่นและรสชาติหลากหลายแบบที่คนยุคกลางไม่มีทางจินตนาการถึง
.
แต่ลองคิดดูสิ ถ้าเราย้อนเวลากลับไปแล้วเอาถุงยางลาเท็กซ์รุ่นใหม่ไปโชว์ให้พวกเขาเห็น พวกอัศวินกับหญิงสาวในยุคนั้นคงมองเราด้วยสายตาอิจฉาปนสงสัย ว่าทำไมเราถึงโชคดีที่ไม่ต้องแขวนไส้แกะตากแดดไว้ที่ระเบียง
.