หลายคนเข้าใจว่าการตอบแทนบุญคุณแม่ คือการดูแลให้ท่านมีกิน มีใช้ มีความสุขทางกาย เลี้ยงดูด้วยข้าว น้ำ ยารักษาโรค หรือให้เงินทอง ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดาพื้นฐานของหน้าที่ลูก ที่ควรกระทำให้อยู่แล้ว
.
แต่ในพระพุทธศาสนามีมุมมองที่ลึกกว่านั้น คือการตอบแทนแม่ด้วยการช่วยให้แม่ได้เติบโตทั้งทางจิตใจและปัญญา ซึ่งถือเป็นการตอบแทนที่ประเสริฐที่สุด
.
ในพระไตรปิฎกมีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงพระคุณของบิดามารดาไว้อย่างลึกซึ้งกินใจ พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเปรยว่า
.
"แม้ลูกจะหามบิดาไว้บนบ่าหนึ่ง และหามมารดาไว้บนอีกบ่าหนึ่ง ให้นั่งอยู่เช่นนั้นทุกวันทุกคืน คอยปรนนิบัติ ป้อนข้าวป้อนน้ำ ล้างเนื้อล้างตัว เช็ดถูร่างกายให้สะอาด ดูแลไม่ให้ลำบากแม้แต่น้อย ต่อเนื่องตลอดร้อยปี ก็ยังนับว่าไม่อาจตอบแทนพระคุณได้หมด เพราะพระคุณนั้นใหญ่เกินจะนับ เกินจะวัดด้วยวันเวลา หรือแรงกายแรงใจเพียงร้อยปีของมนุษย์"
.
การตอบแทนคุณมารดาอันสูงสุดตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญในธรรมะและจริยธรรมของสังคมไทยและพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้ลูกทุกคนรู้จักเห็นคุณค่าและตอบแทนพระคุณของแม่ด้วยความกตัญญู ดังนี้
.
หากแม่ไม่มีศรัทธา ลูกควรส่งเสริมให้แม่มี สัทธาสัมปทา คือความพร้อมด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
หากแม่ทุศีล ลูกควรส่งเสริมให้แม่มี สีลสัมปทา คือความพร้อมด้วยศีล หรือผู้สมบูรณ์ด้วยความประพฤติที่ดีงาม
หากแม่ตระหนี่ ลูกควรส่งเสริมให้แม่มี จาคสัมปทา คือความพร้อมด้วยการแบ่งปันรู้จักให้ หรือการเสียสละ
หากแม่ไม่รู้ธรรมะ ลูกควรส่งเสริมให้แม่มี สุตะ คือความรู้ที่ได้จากการฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
หากแม่ทรามปัญญา ลูกควรส่งเสริมให้แม่มี ปัญญาสัมปทา คือความพร้อมด้วยปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ปัญญาที่สามารถทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและจิตใจ
.