Roman Charity — เมื่อบุตรสาวต้องให้นมบิดาเพื่อความอยู่รอด
สู่ศิลปะที่ในสายตาคนทั่วไปอาจดู “ไม่เหมาะสม” ชายชราที่อยู่ในคุกกำลังดูดนมจากหญิงสาวที่อุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน แต่แท้จริงแล้ว…มันคือหนึ่งในภาพวาดที่มี “ความหมายลึกซึ้ง” และ “สะเทือนใจ” ในยุคโรมัน สู่ภาพวาดมูลค่ากว่า 30 ล้านยูโร
ㅤ
ที่มาตำนานภาพ Roman Charity
มีชายคนหนึ่งชื่อ Cimon เขาถูกจับได้ในข้อหาขโมยขนมปัง และถูกศาลตัดสินให้เขา “ตายด้วยการอดอาหาร” (Death by Starvation) Cimon ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของโรมันที่เมืองเกนต์ ประเทศเบลเยียม โดยถูกสั่งห้ามไม่ให้พบใครทั้งสิ้น แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ Pero เธอพยายามอ้อนวอนขอเข้าเยี่ยมชายผู้นี้อยู่ทุกวัน แม้จะถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
ในที่สุด เจ้าหน้าที่ก็ใจอ่อน ยอมให้เธอเข้าเยี่ยมได้ โดยมีข้อแม้เพียงข้อเดียว — “ห้ามนำน้ำหรืออาหารใด ๆ เข้าไปด้วยเด็ดขาด”
- - - - - -
ขณะนั้น Pero เพิ่งคลอดลูกอ่อนได้ไม่นาน ในทุกครั้งที่เข้าเยี่ยม เธอจึงแอบ ให้นมของตัวเองกับชายชราได้ดื่ม ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
- - - - - -
หลายสัปดาห์ผ่านไป “Cimon” ก็ยังไม่ตาย ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเริ่มสงสัย ว่าชายชราผู้ถูกขังมานานโดยไม่ได้กินอะไรเลย ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร จนวันหนึ่ง พวกเขาตัดสินใจเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ทุกคนตกตะลึง — หญิงสาวกำลังให้นมชายชราผู้นั้นดื่มอยู่ในคุกใต้ดิน เธอถูกจับกุมในทันที และถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎของเรือนจำ
โดยต้องรับโทษเช่นเดียวกับนักโทษชาย
- - - - - -
แต่เมื่อความจริงเปิดเผย เจ้าหน้าที่ได้ทราบว่า ชายคนนั้นคือ “บิดาแท้ ๆ” ของเธอเอง สิ่งที่เธอทำทั้งหมด...เป็นเพียงการพยายามช่วยชีวิตพ่อจากความตาย เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ตัดสินคดีจนในที่สุดทางการมีคำสั่ง ยกโทษให้ทั้งคู่ และปล่อยตัวชายชราผู้นั้นเป็นอิสระ
- - - - - -

จากตำนาน สู่ศิลปะ
เรื่องราวของ Pero และ Cimon ถูกเล่าขานต่อมาหลายร้อยปี จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินยุคต่าง ๆ ตั้งแต่ Peter Paul Rubens, Caravaggio ไปจนถึงศิลปินร่วมสมัย นำไปวาดใหม่ในชื่อ “Roman Charity” ภาพวาดสื่อถึง “ความกตัญญู” และ “ความรักบริสุทธิ์ของลูกต่อพ่อ” แม้ในสถานการณ์ที่ขัดกับศีลธรรมของโลก ภาพวาดภาพหญิงสาวให้นมชายชราในห้องขังที่โด่งดังนี้ถูกประมูลไปในราคากว่า 30 ล้านยูโร
ㅤ
แม้ภาพจะดู “วิปริต” สำหรับบางคน
แต่เบื้องหลังคือเรื่องราวของ “ความรัก ความเสียสละ และความกตัญญู” ที่ศิลปะและประวัติศาสตร์โลกไม่เคยลืม