การทรมานด้วย “หนู” ไม่ใช่แค่ตำนานเล่าขาน แต่เป็นหนึ่งในวิธีทรมานที่ถูกใช้จริง และบันทึกไว้ในหลายอารยธรรมตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงยุคกลาง และยุคของสงครามหรือระบอบเผด็จการที่ไม่เห็นค่าชีวิตมนุษย์ หนูถูกเปลี่ยนจากสัตว์น่าขยะแขยง ให้กลายเป็น "อาวุธชีวภาพ" บนร่างกายมนุษย์ โดยอาศัยสัญชาตญาณดิบของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ที่เมื่อรู้สึกถึงความร้อน หรืออันตราย มันจะ “หนีตาย” โดยไม่สนใจสิ่งที่ขวางทาง
.
หนึ่งในวิธีที่โหดร้ายที่สุดที่มีการบันทึกไว้ คือการวางหนูมีชีวิตลงบนท้องของเหยื่อ แล้วครอบด้วยถังโลหะ จากนั้นจุดไฟเผาถังให้ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ หนูที่ดิ้นรนหาทางหนี จะขุดเจาะผ่านเนื้อหนังของเหยื่ออย่างบ้าคลั่ง เพื่อหลบหนีความร้อนที่ใกล้เข้ามา เหยื่อจึงต้องทนกับการถูกเจาะทะลุจากภายใน ทั้งแบบมีสติและตื่นตระหนก จนหลายคนตายอย่างทรมาน
.
มีบันทึกว่า วิธีการนี้อาจถูกใช้ตั้งแต่ยุคโรมันสมัยจักรพรรดินีโร ไปจนถึงสงครามกลางเมืองในเนเธอร์แลนด์
และแม้แต่ในยุคเผด็จการทหารในอเมริกาใต้ช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งบางกรณี หนูไม่ได้ถูกปล่อยให้ขุดจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังถูกส่งเข้าไปทาง “ช่องเปิด” ของร่างกาย เช่น ทวารหนักหรือช่องคลอด ผ่านท่อ กลายเป็นฝันร้ายที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคาพูดได้
.
แล้วทำไม “หนู” ถึงถูกเลือกหล่ะ!!
เพราะสัญชาตญาณของมันคือกัด ขุด และเอาตัวรอด เมื่อถูกคุกคาม หนูจะไม่ลังเลเลยที่จะขุดเจาะผ่านเนื้อคนหากเป็นหนทางรอด วิธีนี้จึงไม่ได้แค่สร้างบาดแผลบนร่างกายเท่านั้น แต่ยังทิ้งแผลในจิตใจให้เหยื่อ หรือแม้แต่คนที่ ได้ยินเรื่องนี้ตลอดชีวิต
.
ลองนึกภาพ คุณถูกมัดแน่นอยู่กับพื้น ท้องเปลือยเปล่า ถังเหล็กเย็นวางอยู่เหนือหน้าท้องคุณ และในถังนั้น มีหนูหิวโหยสี่ห้าตัว ดิ้นพล่านอยู่ เมื่อถ่านไฟร้อนจัดถูกวางลงบนถัง ความร้อนแผ่ลงมาอย่างรวดเร็ว และหนูเริ่มทำในสิ่งที่มันถนัดที่สุด ขุด เจาะ กัด และหนีตาย
.
มีผู้รอดชีวิตเพียงน้อยนิดจากการทรมานแบบนี้ และบางครั้ง “แค่การขู่” ว่าจะใช้หนู ก็มากพอที่จะทาให้เหยื่อสารภาพสิ่งที่ไม่ได้ทำ
.